2016

ต้นปี – ต้นปีจริงๆ ไปเที่ยวเชียงราย นานๆทีจะมีคนไปเที่ยวด้วย สนุก หนาวสะใจ หลังจากนั้นจนเกือบหมดครึ่งปีแรกคือโค้งสุดท้ายก่อนเรียนจบ เหลือวิชาเรียนอยู่ไม่กี่ตัว ตัวหนักสุดก็สารนิพนธ์นั่นแหละ ระหว่างนั้นเราก็ฝึกงานด้วย ฝึกที่เดิมกับที่เคยฝึกตอนปี2 สนุกและท้าทายดี เพื่อนทุกคนน่ารัก พี่ๆน่ารัก บรรยากาศสนุกสนาน เป็นช่วงที่มีความสุข

สารนิพนธ์ก็ตามสไตล์เรา เราเลือกทำกับอ.ที่เวรี่ชิว สุดท้ายก็ชิวเกิน บินปลายเดือนพฤษภา เริ่มทำปลายเมษา (.. เราเหี้ยเอง)  ขลุกอยู่ท่าพระจันทร์เป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ทำทันได้ไงไม่รู้ในเวลาเดือนนึง รู้สึกตัวเองเก่งสัส ฮ่าๆ  แต่หัวข้อก็อดเท่ ทำหัวข้อสุดจะเรียบง่ายน่าเบื่อ ไอ้เจ๋งๆมันๆที่คิดไว้อ.ได้คอมเม้นไว้ว่าศักยภาพและเวลาเธอนั้นมันทำไม่ได้โว่ยแสส (ซึ่งก็จริง)  เออ ได้ลองเป็นคนขายหนังสือในงานหนังสือด้วย สนุกอีกนั่นแหละ

กลางปี – ไปเวิร์คที่เมกา ฉุกละหุกตั้งแต่เริ่ม ด้วยว่าการทำเล่มนั่นแหละ จัดกระเป๋าเสร็จตี1 ออกจากบ้านตี5 ทำนองนั้น ไปเป็นไลฟ์การ์ดที่เมืองชายแดนแถวลาสเวกัส หน้าที่หลักคือดูไม่ให้มีใครตาย ทำงานอื่นเพิ่มอันได้แก่การทำเพรทเซลและพับเสื้อ การทำงานก็ทั่วไป ช่วงบ้าๆทำ3งานเหมือนร่างจะแหลก แต่ค้นพบว่าพลังเงินทำให้เราลืมความเหนื่อยได้อย่างเร็วไว  ดราม่ามีประปรายไม่หนักหนาอะไร น่าเบื่อบ้าง หัวหน้ากวนตีนบ้าง เหงาคิดถึงบ้าน คิดถึงอาหารบ้าง นอกนั้นดี เข้าลาสเวกัสวีคละครั้ง ช็อปออนไลน์มันวันเว้นวัน วางแผนเที่ยวมันทุกอาทิตย์  เพื่อนทุกคนทั้งไทยทั้งต่างชาติล้วนประเสริฐ ได้ไปเที่ยวที่ในฝันประเภทลิสต์ที่ที่กูต้องไปก่อนตายตั้ง3ที่ เมกาจงเจริญ

ปลายปี – พอกลับมาทุกอย่างก็เออ พูดตรงๆคือแย่ลงหมดเลย 55 เป็นความเฟลจากที่เคยพึ่งตัวเองได้ในระดับนึง แล้วอยู่ดีๆก็ง่อยกินทำไรไม่ได้ มีเป้าหมายที่อยากทำแต่ก็เฟลไปครั้งนึงแล้ว จะสู้ต่อไป นี่ก็อยู่ในช่วงหางานจริงจังที่ไม่ใช่พาร์ทไทม์และสอน (แต่อันหลังนี่เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขตลอดมาจริงๆ) ล่าฝันกันต่อไป จะพยายามลดความกากลงเรื่อยๆ หวังว่าจะไม่ถอดใจไปก่อน

เรียนรู้อะไรบ้าง

  • บอร์ดเกม : ที่ฝึกงานมีบอร์ดเกมและมนุษย์ที่พร้อมจะเล่นบอร์ดเกมด้วยมหาศาล เปิดโลก เคยคิดว่าบอร์ดเกมเป็นอะไรที่เนิร์ดและไกลตัว ค้นพบว่าสนุกสัสๆ แต่ก็หาโอกาสจะเล่นแบบนั้นได้อีกยาก ด้วยปัจจัยทรัพยากรมนุษย์
  • สกิลฟัง : การได้สกิลฟังอังกฤษกลับมาก็คุ้มค่าแล้ว ในที่นี้คือดูซีรีส์ไม่ต้องพึ่งซับ แค่นี้ก็นับว่าประเสริฐเลิศเลอแล้ว
  • สกิลพับผ้า : ไม่เคยพับผ้าเป็นมาก่อน แล้วโชคชะตาก็ทำให้ไปทำร้านเสื้อผ้า ซึ่งหน้าที่หลักก็คือพับ ดังนั้นตอนนี้จะเสื้ออะไรมาจากไหนก็พับสวยมาตรฐานร้านเสื้อ เท่
  • สกิลปั้นเพรทเซล :ไม่มีประโยชน์กับชีวิต แต่อวดลูกได้ว่าปั้นเป็น
  • ขับรถ : ก่อนนี้แม่สอน จนแม่ไม่มีเวลา อะไปเรียนจริงจัง สรุปคือขับเป็นซักที โอ้เอ้ทำไมมาตั้งนาน มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น

ไปไหนมาบ้าง

– เชียงราย : ดอยแม่สลอง ผาตั้ง ตัวเมือง อีผาตั้งหนาวมาก หนาวชิบหาย ส่วนไอ้วิวทะเลหมอกพระอาทิตย์ขึ้นอะไรไม่ได้ดูกับเขาหรอก ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นขึ้นมา แล้วก็งอแงๆ ผู้ร่วมอุดมการณ์ก็พอกัน โควทในเช้าวันนั้นคือเห็นพระอาทิตย์อยู่ทุกวันจะไปดูทำบ้าไร (wtf)
– ลาสเวกัส : เมืองปลอมเปลือกที่แท้จริง ทุกสิ่งมนุษย์ปั้นขึ้นมาหมด เดินจนพรุนเพราะเข้ามาทุกอาทิตย์ (ช็อปปิ้ง เติมเสบียง) ตอนอยู่ก็รู้สึกว่ามันธรรมดาและปลอมอย่างที่ว่า แต่มองย้อนไปตอนนี้มันก็เป็นอะไรที่แสงสีสุดตีนไปเลยเหมือนกัน คิดถึงสตริปและเสียงตู้สลอท
– ลอสแองเจลิส : หลักๆ คือไปเพื่อดิสนีย์ ไปเมืองนี้อยู่สองครั้งเพราะไม่ไกลจากที่อยู่ ชอบทุกอย่าง อากาศแสนดี มนุษย์เยอะแยะ มีชายหาด ดูเป็นเมืองที่สนุก / หาดที่ไปคือหาดงั่งๆ ทะเลไม่สวย มีสวนสนุกเล็กๆทัวริสต์แทรปอยู่ บรรยากาศเหมือนหลุดมาจากหนังรักโง่ๆ ซักเรื่อง แต่เราก็รู้สึกโรแมนติกโง่ๆไปกับมันนะ
–  ดิสนีย์แลนด์ : อันนี้น่าจะเล่าได้เรื่องเดียว3หน้าเอสี่ หนึ่งคือมันเป็นสถานที่ใน bucket list เราว่าชีวิตนี้มึงต้องไปนะ  ซึ่งก็ไป ใช้เวลาอยู่ในนั้นคือเปิดยันปิดจริงๆ มีความสุขชนิดที่ว่าตั้งแต่จำความได้จนถึงวินาทีนี้ นี่เป็นที่เที่ยวที่เรามีความสุขที่สุด เหมือนได้ไปอยู่อีกโลกนึง อายุ22เหมือนกลับไปเป็น8ขวบ นั่งเอาสมุดมาล่าลายเซ็นตัวการ์ตูนและต่อแถวขอกอดมาสคอต กอดเสร็จเหมือนจะร้องไห้ ไอ้เชี่ยกูฟฟี่กอดกู เชี่ยกูได้เล่นกับพลูโต ดูพาเรดก็จะร้องไห้อีกแล้ว ทุกอย่างมันเหมือนฝันไปหมด จะคนเยอะจะเด็กเยอะจะคิวนานอะไรก็ไม่มีความหงุดหงิดใจซักนิด /  ชอบจนสุดท้ายกลับมาเก็บอีกปาร์คที่เหลือและต่อด้วยปาร์คฮอป ความรู้สึกเหมือนเดิม ปริ่ม ไม่มีซักวิที่ใจไม่ฟู / มาต่อที่ดิสนีย์ซีที่ญี่ปุ่นอีก ความประสาทมีจริง / ยังมีลิสต์ต่อไปคือดิสนีย์แลนด์ ซักวันเราจะได้เจอกัน
–  NYC : ได้เก็บทุกมิวเซียมที่อยู่ใน bucket list  ไปแทบทุกที่เป็นแลนด์มาร์ค เป็นเมืองที่มีสเน่ห์มาก วุ่นวาย มีความเท่ความคูลอยู่ถึงแม้จะแค่เดินริมถนน แต่ปริ่มใจที่สุดคงเป็นมิวเซียม ใช้เวลาอยู่ในแต่ละที่ประมาณครึ่งวัน มีความสุข กราบแวนโก๊ะ กราบโมเน่ กราบมาเน่ กราบความฮิปคูลของทุกมนุษย์ในMoMa
– ญี่ปุ่น : เวลาน้อยมากและเหนื่อยมากแล้ว ไม่ค่อยจอย หงุดหงิดอุปสรรคเรื่องภาษา วันนึงให้ดิสนีย์ซีไปทั้งหมด ประทับใจในความสวย อีกครึ่งวันที่เหลือหมดไปกับการเดินอากิบะ
– พะงันและเชี่ยวหลาน : จะไปอาทิตย์หน้านี้ ไว้ค่อยกลับมาเล่า

มนุษย์

ครอบครัว : เย็นลงมาก เริ่มมีสำนึกอยู่ตลอดว่าทุกคนตอนนี้เวลาเขาถอยหลังแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีไฟว้เลย มี แต่พยายามทำตัวให้ดีขึ้น วันหยุดเดี๋ยวนี้รับหน้าที่ทำกับข้าวให้ทุกคนกินในบางเมนู พราวเล็กๆในใจ

เพื่อน : เราว่าเราเป็นคนที่โชคดีในเรื่องนี้มากจริงๆ เพื่อนเก่าทุกคนก็ยังเหมือนเดิมเสมอ เจอกันบ่อยๆ โดนพวกมันด่าจนคิดว่าซักวันไม่โดนคงเหงา เพื่อนใหม่ทั้งจากฝึกงาน เวิร์ค ฯ ก็น่ารัก

มนุษย์ดึกดำบรรพ์ : วันนึงมันก็มาถึงจุดที่เออ นี่แหละจุดที่รอมานาน โอเค ไม่เฮิร์ทไม่อะไรอีกต่อไป เหมือนได้เพื่อนสนิทมากๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งคน เขาก็ยังเป็นคนที่เราชื่นชมอยู่เสมอในทุกอย่าง พูดแบบน้ำเน่าคือไม่ได้เจอกันเราก็คงไม่ได้เป็นเราแบบวันนี้ (เอ๊ะนี่มันดีมั้ยวะ 55) ขอบคุณทุกความดื้อและความคิดประหลาดๆของเราเสมอมา ที่ทำให้เขายังอยู่ในชีวิตเราเสมอ ไม่ว่าจะฐานะอะไรก็ตาม  เขายังสำคัญและพิเศษเสมอแหละ เปลี่ยนรูปแบบนิดหน่อยเท่านั้นเอง

ผู้อื่นๆ : ตัวละครหลักในปีนี้มีอยู่คนเดียว สปอยล์ก่อนว่าไม่แฮปปี้เอนดิ้ง เริ่มได้ประหลาด ดำเนินไปแบบประหลาด เปิดมาก็รู้แล้วว่าจบแบบขมชัดๆ แต่ก็ยังเสือกคิดว่าเราอาจจะเป็นคนส่วนน้อยที่รอดก็ได้ แต่ก็เออ ไม่ เราก็เป็นคนส่วนมากคนกากๆ คนนึง   แน่นอนว่าเขารอด ชีวิตเขาดีมากอยู่แล้ว เราเหมือนเป็นตัวละครเสริม เป็นแพลน B C D E F G ของเขาเท่านั้นเอง / แต่มันก็ไม่ได้ขมอย่างเดียว ช่วงเวลาที่มันดีของเราก็ดีมาก ดีจนคิดว่าอีกหน่อยถ้ามีใคร ก็อยากให้มีฉากแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ อยากได้อะไรแบบนี้ / เราพบว่าเรายังเป็นคนแบบเดิม เราเจอเขาในช่วงที่อารมณ์และสภาพจิตใจเราโคตรดี (สาเหตุนึงก็จากเรื่องมนุษย์ดึกดำบรรพ์) เออ แล้วเราก็คิดเองเออเองว่าเราน่าจะเท่ขึ้นแหละ เอาจริงคือเปล่าเลย เราเป็นคนเดิม คนที่ทุ่มเวลาอันน้อยนิดในญี่ปุ่นไปให้กับการเดินอากิบะหาฟิคเกอร์ให้เขา แล้วก็ไม่ได้ด้วย 55  คนที่ตื่นมานั่งอธิบายเรื่องบ้าบอตอนตี1ตี2อย่างตั้งอกตั้งใจ คนที่เคลียร์นัดทุกอย่างบนโลกนี้เพื่อไปเจอ ลงเครื่องมายังไม่ทันหายเหนื่อยก็พุ่งตัวไปหาเลย  ถามว่าทั้งหมดนี้รู้มั้ยว่าไม่มีค่าเลย รู้ แต่ก็ทำ ความรักมันระยำจะตายห่า .. / บ่นมาขนาดนี้ แต่ก็อย่างว่า เราเก่งในการทำเรื่องทุกอย่างให้คาราคาซัง ค้างเติ่ง ไม่ขาด ไม่หลุด ยังมีความดื้อเหมือนตอนมนุษย์ดึกดำบรรพ์ อาจจะน้อยลงนิดหน่อย แต่ก็ไม่อยากให้เขาหลุดไปจากชีวิตอยู่ดี อยากให้วันนึงก็รู้สึกได้แบบนั้น จริงๆ ยังสับสนอยู่ว่ามัน ‘ขนาดนั้น’ เลยมั้ย แต่เออ มันก็เยอะจนมีผลกับชีวิตพอสมควรเลยแหละ  ฮ่าๆ

ตัวละครยิบย่อย แอบไปเล่นทินเดอร์มา จุดเริ่มมาจากวันนึงไปนั่งกินเบียร์กับเพื่อน เห็นมันนั่งไถจนทนไม่ไหว ลงมั่ง มันจัดการเลือกรูปให้เสร็จสรรพ ฮ่าๆ  ผลคือเออ มันไม่เวิร์คหรอก มันเป็นช่องทางนึงที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เราเจอมนุษย์น่ารักมากกกกกกก(สำหรับเรา) คนนึงจากในนี้  แม่งคือตรงโพยมาก แต่นั่นแหละครับ นก เทกันคว่ำแบบล้มโต๊ะ โถพ่อสป๊อกน้อย / นอกนั้นก็เออ ก็ดีอะ รู้จักคนเพิ่มขึ้น แก้เหงาได้ บ้าบอดี ฟีลของการไถแล้วเฮ้ย แมชว่ะ แม่งก็วูบวาบดีเหมือนกัน 55 / เออ เรียนรู้อย่างนึงจากทินเดอร์คือเป็นคนที่สเปคแน่นอนมากจริงๆ หน้า บุคลิก ฯ เกือบทุกคนเหมือนก็อปกันออกมาแล้วแก้นั้นนิดนี่หน่อย เป็นรถก็ฟีลแค่ไมเนอร์เชนจ์เลย / บุรุษตาเล็กๆ แว่นหนาๆ แก้มกลมๆ ชอบสตาร์วอร์ สตาร์เทรค ติดเกม มีออร่าความเนิร์ดออกมาประปราย เป็นโหงวเฮ้งอย่างที่ว่า  (โถ) เหมือนเป็นคำสาปอะไรซักอย่าง กะว่าต่อไปเจอใครเข้ามาจะถามก่อนเลยว่าเอ๊ะเธอชอบสตาร์วอร์มั้ย เล่นเกมอะไรบ้าง เรียนอะไรมา ถ้าตรงโพยนี้จะได้หนี กลัวเหลือเกิน เฮี้ยน

สิ่งที่รัก

หนัง : ปีนี้ดูหนังน้อยลงมาก แต่ซีรีส์ก็เยอะขึ้นมาก 55  ดูเยอะหน่อยช่วงไปเวิร์ค เนื่องจากเหงาและไม่มีไรทำขี้เกียจก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาดู  netflix & chill ที่แท้จริง แต่ชิลอยู่คนเดียว ฮ่าๆ

หนังสือ : ที่ดองไว้ยังเคลียร์ไม่หมด เคยคิดว่าหลังๆไม่ค่อยมีสมาธิ เลยหนีมาอ่านเรื่องสั้นหรืออะไรที่มันขาดตอนนานๆได้ แล้วก็เออ เจอว่าจริงๆถ้าเรื่องยาวมันสนุกก็วางไม่ลงเหมือนเดิมแหละ แต่ก็อ่านน้อยลงมากอยู่ดี

ทำกับข้าว : อันนี้พัฒนาขึ้น เมนูแอดวานซ์ขึ้น  เริ่มมั่นใจว่าทำอร่อยจนอยากเอาเป็นอาชีพเลยทีเดียว

เบียร์ : เราเจอกันบ่อยขึ้นในปีนี้ ตอนแรกก็ว่าเรารักวงสนทนาเวลากินเบียร์ นานๆไปเริ่มรู้สึกว่าจริงๆเรารักเบียร์พอๆกับรักการพูดคุยนั่นแหละ (เอ๊า!)

อาหาร : สกิลการหาร้านอร่อยไปเรื่อยยังดีเหมือนเดิม ทุกมื้อยังคุ้มค่าเหมือนเดิม คลังร้านอาหารในหัวมีร้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีคนไปกินด้วยคงดีกว่านี้ ไม่ใช่เหตุผลของความโรแมนติก แค่อยากสั่งได้หลากหลายมากขึ้นเท่านั้นเอง 55

 

 

ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่สนุก  ขอให้ตัวเองบ้าพลังขึ้นไปเรื่อยๆ ถึกๆโหดๆเข้าไว้
กากน้อยๆลงบ้าง ทุกเรื่องนั่นแหละ สู้ๆเว่ยแก
🙂

14/12/59  23.56 บนระเบียงบ้านที่ลมเย็นแต่ยุงดุฉิบหาย

 

 

 

 

Advertisements

กัลยาณมิตร

รู้ว่างี่เง่าสัสแต่อยากเล่า

คือชั้นเบื่อประโยค คุยกับเธอแล้วสนุกอยู่กับเธอแล้วสนุกมากเว่ย
ชีวิตตั้งแต่โดนเทๆมาเนี่ยโดนประโยคนี้ทุกครั้ง
ไม่รู้ว่าแม่งโกหกหรือจริงอะ จะสมมติว่าจริงละกัน

คือแม่งมาฟอร์มนี้ปั๊ปรู้ละ อะ จะเป็นเพื่อนชั้นอีกละ
ทำไมวะ 555555  รู้อะไรอย่างป้ะ
เป็นแฟนชั้นก็ตลกแบบนี้
เป็นแฟนชั้นก็ทำแกสนุกได้แบบนี้
เป็นแฟนชั้นก็ยังมีเรื่องบ้าบอมาเล่าแบบนี้
เป็นแฟนชั้นก็ยังเป็นแบบนี้

เป็นแฟนชั้นก็ยังทำให้แกหัวเราะได้เว่ย ชั้นกวนตีนอย่างเดิมไม่ผิดเพี้ยน
เป็นแฟนชั้นก็ยังใส่ใจแกแบบนี้
เป็นแฟนชั้นก็ยังเข้าใจแกแบบนี้

เป็นแฟนแกชั้นก็ยังเป็นชั้น ชั้นแบบที่ชั้นรักตัวเองแบบนี้
ชั้นเถื่อนถ้ำ ชั้นตลก ชั้นพูดมาก ชั้นที่ชอบมีเรื่องมาคุยไม่หยุด

ชั้นว่าชั้นก็เป็นแฟนที่ดีนะ ชั้นโดนดัดสันดานมาไม่ให้งี่เง่า
โดนดัดมาให้โคตรกลัวการจะทะเลาะการจะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิด
เวลาชั้นชอบใครเนี่ยชั้นใส่ใจมากกว่าตัวเองซะอีก
ชั้นเคยได้ยินว่าความสัมพันธ์ที่ดีควรจะมีbaseที่ความเป็นเพื่อน
เธอเครียดอะเธอเล่า ชั้นแก้ได้ชั้นช่วย ชั้นแก้ไม่ได้อย่างน้อยชั้นก็ทำให้แกมีแรงไปสู้กับมันต่อได้
แต่ชั้นก็ไม่เข้าใจว่าสุดท้ายทำไมชั้นไปได้แค่นี้ตลอด

ความตลกคือคนที่บอกอย่างนี้กับชั้นทั้งหมดสุดท้ายก็ยังเป็นเพื่อนกันจริงๆ
มันไม่ใช่คำสวยๆที่แบบเออเพื่อนกันนะแล้วชั้นก็นั่งawkwardร้องไห้ฟูมฟายหรืองอแง
บางคนก็จบที่ป้ะ หาไรอร่อยๆกินกัน ชั้นก็นั่งฟังไป เหนื่อยอย่างนั้น เศร้าอย่างนี้
ชั้นก็ยังเป็นคนเดิมเม้ามอยทอล์คโชว์ ว่างให้ตลอด ไปไหนไปกัน อะอยากทำไร ตามใจ
โอเคแม่งในใจบางทีชั้นก็ต้องสารภาพว่ามันก็awkward ว่าอ้าว แล้วที่ผ่านมากูพลาดตรงไหนวะ
แต่ข้างนอกชั้นก็ชนแก้ว ชั้นก็โอเค อยู่ไหนอะ อยากไปไหนล่ะ โอเคว่าง ไปเด่ะ
การสรรเสริญความดีให้ชั้นฟังโอเคด้านนึงชั้นก็ดีใจที่ทุกมนุษย์มีความเห็นกับความเป็นชั้นตรงกันไปซะหมด
แต่ลึกๆชั้นก็คิดว่าการเป็นคนแบบนี้มันคงดีกับการเป็นเพื่อนล่ะมั้ง มันไม่ไกลไปได้มากกว่านี้หรอก

ชั้นรักตัวชั้นเองมากนะ ชั้นก็ชอบที่ชั้นเป็นแบบนี้
ชั้นชอบความประสาทของชั้นแบบนี้ เลือกได้ชั้นก็ไม่อยากเปลี่ยน
ชั้นว่ามันคงดีที่ชั้นรักตัวชั้นแบบนี้ แล้วก็มีคนรักชั้นในแบบที่ชั้นเป็นแบบนี้
แต่ก็เริ่มคิดว่าถ้าชั้นอยากมีคนมาอยู่กับชั้นในความซับซ้อนที่มากกว่าเพื่อน ชั้นก็คงต้องเปลี่ยน
(ซึ่งมันคงยากมาก มันเป็นสันดานไปแล้ว)

การมาบอกดีอย่างนั้นดีอย่างโน้น บางทีชั้นก็คิดว่าคำประเภทนั้นมันดีจนมันอยู่ในการ์ดแอนนิเวอได้เลย
มันเป็นคำในบทสัมภาษณ์หลังจบพรีเซนเทชั่นงานแต่งงานยังจะได้เลยมั้ง
เธอดี เราอยู่กับเธอแล้วมีความสุข เธอเข้าใจเราทุกเรื่อง
เธอชอบอะไรเหมือนๆเรา เราไม่ค่อยเจอใครเป็นแบบนี้
เธอตลกอะ เราโคตรชอบฟังเธอคุยเลย

ตอนจบชั้นก็ยิ้มอ่อนน้ำตาซึมแบบเจ้าสาวไม่มีผิด


ดีขนาดนั้นแล้วกูมีตรงไหนไม่ดีอะ ทำไมไม่เอาล่ะโว่ย
(จริงๆแกควรจะสรรเสริญความเหี้ยชั้นมากกว่าชั้นจะได้รู้ว่าชั้นทำอะไรผิด ชั้นจะได้แก้และมีกับเขาซักทีอีผี)

ปล.
ถ้าอยากสนุกการดูหนังตลกนั้นน่าจะง่ายและเร็วกว่า
ปล.
อย่างน้อยก็เร็วกว่าการที่ชั้นมาส์กหน้าทุกครั้งก่อนเจอกัน
ปล.
ชั้นก็พูดไปอย่างนั้นเอง ลึกๆชั้นก็ไม่เคยอยากให้ใครหายไปจากชีวิตชั้นหรอก
ชั้นได้เพื่อนที่ดีจากอะไรแบบนี้มาก็มาก มากจริงๆ
(ถึงบางทีหลังจากบอกลากันชั้นก็จะหน่วงอยู่แป๊ปๆ ขอ5นาทีเท่านั้นแหละ)
ปล.
เอาเป็นว่าว่างๆคุยกัน มีอะไรก็เล่ามาได้ตลอดนะ
แล้วไว้ไปหาอะไรอร่อยๆกัน มีร้านอีกเยอะเลยที่แกก็ยังไม่เคยกิน ไอ้ที่ชั้นพล่ามไว้มากมายนั่นแหละ
มีอะไรให้ช่วยก็บอกล่ะ ไม่ต้องเกรงใจ

(กูก็ตอบเขาแพทเทิร์นนี้ตลอดจริงๆ)
/ว่านเอง ว่านที่เป็นมิตรกับทุกคนบนโลกนี้ และโควต้ายังไม่เต็ม คงจะได้เพื่อนใหม่มาอีกเรื่อยๆ

181016 หลังจากพึ่งกลับมาจากงานหนังสือ
ไม่ได้เศร้าสาบาน แต่เจอติดๆกันสดๆร้อนๆมันก็เฟลนิดหน่อย
แต่ตลกเหมือนเดิมได้แล้ว กลับมาดูคลิปเหี้ยๆในยูทูปเตรียมจะเปิดให้ดูตอนครั้งต่อไปแล้ว

 

จาร์วิส

พึ่งรู้สึกว่าจริง ๆ เราชอบที่จะจัดการนั่นนี่ให้คนอื่น
ทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นคนเด๋อคนนึง จัดการตัวเองก็ยังพังบ่อยๆ
ชอบการโดนโยนโจทย์ให้ ไอติมร้านไหนอร่อย
จะทำไอ้นี่ต้องไปตอนไหน  คอมดับทำยังไง
ตัดแว่นที่ไหนดี มีเวลาครึ่งวันที่นี่มีไรทำบ้าง
กระเป๋าอันนี้มันขายที่ไหน  หาที่พักจังหวัดนี้ให้หน่อย
ฯลฯ

หลายครั้งเราก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายนัก
(ของกินอาจจะรู้กว่าเรื่องอื่นหน่อย)
เราเองก็เปิดกูเกิ้ล อาจจะเป็นกูเกิ้ลที่รู้ใจมากกว่านิดหน่อย
ที่พักอันนี้สวยแต่สวยคลาสสิก ไม้ๆ ไม่น่าจะใช่ทาง
อาหารร้านนี้อร่อยน่าดู แต่เจ้าของติสท์เหลือเกิน ถ้าไปคงได้หงุดหงิด
รถเช่าเจ้านี้คนบอกไม่ค่อยติดฟิล์ม ร้อนแน่ เจ้านี้เหอะเพิ่มตังอีกนิด
ที่นี่ถูก โปรดี จองเลยมั้ย

นั่นแหละ แต่ก็ที่บอกว่าเราเด๋อ หลายครั้งก็ผิด
บอกร้านอยู่ซ้าย จริงๆอยู่ขวา
บอกตำแหน่งถูก แต่ลืมบอกว่าวันนี้ปิด

การที่รู้สึกว่ามีคนเห็นว่าถามเรามานั้นดีกว่ากูเกิ้ลมันก็ใจฟูอยู่เหมือนกันนะ
เหมือนเป็นจาร์วิสในชุดของironman ที่มีประโยชน์บ้างและได้รับความไว้วางใจในระดับนึง
พอรู้สึกแบบนี้การกินข้าวไปนั่งหาช็อปกระเป๋าไป หรือนอนดูซีรีส์อยู่
แล้วลุกมาหาร้านขายขนมปังที่เปิดดึกและอยู่กลางเมืองเลยไม่ใช่เรื่องน่าหงุดหงิดใจ
กลับกันคือรู้สึกชอบด้วยซ้ำ จริงจังกับเรื่องแบบนี้ยิ่งกว่าสอบไฟนอล (เอาไปใส่ในresumeได้มั้ยวะ)

ไม่ได้บอกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าดีใจหรือช่างโชคดี
แต่บางคนได้ทุกอย่างที่ดีที่สุดจากเราจริง ๆ

with love ,

your jarvis

 

 

 

 

วังเวียง 2

โอโหถ้าจะทิ้งช่วงนานขนาดนี้นะอีเด๋อ ครึ่งปีได้แล้วมั้ง
แต่ช่างมันอยากเล่าต่อ

เออ วันนี้คือวันที่จะได้ไปวันเดย์ทริปกับเขาซะที เอ้าเฮ
ก็ไม่มีไรคือวันนี้รู้ว่าจะต้องใช้พลังงานเยอะใช่ไหม คืนก่อนนั้นแทนที่จะนอนเก็บแรง
ก็เปล่าเลย นู่น องค์ผีบ้าเข้าอยู่ที่ซากุระบาร์

กรรมคือผลของการกระทำครับ เช้าประมาณ8-9โมงดิฉันก็ต้องตื่นขึ้นมาแบบตาแดงๆ หัวหนักๆ
ไปขึ้นรถที่จะพาไปทัวร์วันนี้ ซึ่งสภาพมันก็คือรถสองแถวบ้านเรานี่เอง
เออ ระหว่างทางไปคือทุกคนก็อู้หูวกะความสวยงามกันสุดๆไปเลยจ้า ทำมะจ้าดดด
นาาาาาเขียววววว ควายยย ส่วนอิฉันตอนนั้นก็แบบบพลีสสสสสส กูอยากนอนน
ซึ่งก็มีคนที่สภาพกากเดนพอกับเฮาอีกคนนึงคือฝรั่งในกรุ๊ป สภาพคือตุยเว่อออ
นั่งวิญญาณหลุดสัปหงกงึกงักๆตาแดงพอกัน มาคนเดียวด้วย นี่แหนะ

แล้วก็มาถึงที่แรกก็เป็นอารมณ์แบบให้เข้าไปดู เป็นถ้ำอะไรซักอย่าง (มึงจำไรได้บ้าง)
คือมันก็สวยในความเขียวๆของมันอะ ไม่ได้แบบแอร๊ยยยยยยยย ไม่ไปไม่ได้แหลวว
ละซักพักนางก็พาไปพายคายัคเพื่อพาไปเข้าถ้ำน้ำๆ ซึ่งอิชั้นก็ยังเหนื่อยอ่อนอยู่จึงขอนั่งอยู่หัวเรือ
รับลมเป็นหมาเวลานั่งรถเปิดกระจกต่อไป เห้อม (สุราเป็นสิ่งไม่ดีจริงๆ นะคะเด็กๆ)

มาถึงถ้ำละจ้า นางก็บอกว่าเออนี่น้ำมันสูงนะยูว จะเข้าไปแบบสาวเชือกเข้าไปไม่ได้ล่ะ
เรามาทูบบิ้งกันเถอะ(คือการนั่งบนห่วงยางอันใหญ่ๆแล้วปล่อยไหลกับน้ำแบบตามบุญตามกรรม)
ซึ่งสภาพของฉันตอนนั้นคือมึงจะสั่งอะไรกูก็สั่งมาเถิด ทูบก็ดีจะได้ไม่ต้องออกแรงปล่อยไหลไปเลยจ้าวว

อะ ปรากฎว่าถึงเวลาจริงน้ำมันไหลออกจากถ้ำค่ะคุณ ซึ่งเราก็ต้องต้านแรงน้ำกันเข้าไป
ด้วยการสาวเชือกบึ๊ดจ้ำบึ๊ดฝืนแรงน้ำเพื่อจะเข้าถ้ำ(ไปทำไมวะ)
สรุปคือการเข้าถ้ำห่วงยางยักษ์ๆก็แห่กันเข้าไปค่า การจราจรในถ้ำจึงติดขัดเหมือนแยกรัชโยธินตอน1ทุ่ม
ไปไหนกันไม่ได้ อีกรุ๊ปเกาหลีก็เกิดรักบ้านเกิดร้องเพลงปลุกใจกันในถ้ำเพิ่มความหงุดหงิดขึ้นไปอีก
อีห่าราก นั่นแหละครับ แล้วด้วยความเหนื่อยความแฮ้งอิชั้นก็รู้สึกว่ามือตืนมันอ่อนไปหมด
แต่ถ้าไม่สาวเชือกก็จะเป็นตัวการให้คนที่ตามมาไปไม่ได้อีก ก็ต้องพยายามออกแรงสุดฤทธิ์
เพื่อไม่ให้เป็นภาระสังคม ซึ่งเหนื่อยสัสทำไมต้องเสียตังมาเหนื่อยขนาดนี้อีด้อน
แล้วอีถ้ำคือก็มองอะไรไม่เห็น มีไฟส่องกบให้เราแต่ก็ไม่รู้จะส่องอะไร เห็นแต่หลังขาวๆของฝรั่งข้างหน้า
จนกระทั่งเขาเห็นว่าน้ำมันแรงจนอันตรายแล้ว จึงให้เราเลทอิทโกปล่อยเชือกได้
โอโหนาทีนั้นดีใจเหลือเกิน หมดเวรหมดกรรมสาธุบุญ

หลังจากนั้นนางก็จะพาไปกิจกรรมที่ทุกคนรอคอยจ้าาา นั่นคือซิปไลน์นั่นเองงงง
ไปถึงนางก็ให้ไต่เขากันไปเรื่อยๆ นาทีนั้นยังสนุกอยู่จ้า อ๊ะสวยจังเลย มันกรีนจนปอดเขียว
พอถึงที่หมายนางก็จับใส่ชุดเซฟตี้จ้า ซึ่งก็มีถุงมือ (เพราะเราต้องจับตัวลวด)
ชุดซึ่งดูล็อกแน่นหนาเว่อออ รัดแน่นเว่อออ มีหมวกมีอะไรครบ
มีตัวเซฟ2ตัวที่ย้ำอยู่ตลอดว่าต้องล็อคกับลวดตลอดนะเธอจ๋า
อะ รู้แล้วชะมะ มาเล่นกัน วิธีก็ไม่ยากเลยเธอถีบตัวเองออกไปนะจ๊ะ
แล้วก็จับไอ้ที่เซฟไว้มันก็จะไม่หมุน ถ้าบีบตัวเซฟก็คือเบรก
ใครใจถึงอยากมันก็ไม่ต้องจับเลยจ้าหมุนกันไปเลยให้เต็มที่
ฟังดูก็ไม่มีไรเว่ย จนกระทั่งถึงที่เล่นจริงๆ

อีห่าาาาาาาาาาา สูงเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลัวจนหายหมดแล้วความแฮงค์ทั้งหมด
ข้างล่างก็เป็นต้นไม้ทึบๆ ตกไปจะต้องหาศพไม่เจอกระเด็นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแน่ๆ
อีห่าๆๆๆๆ แต่ระยะทางยังไม่เท่าไร เออๆ ขอทำใจไปท้ายๆละกัน (ไปได้ทีละคน)
สรุปเอาจริงโดนไปคนที่ 3 …
โอโหอีว่านสั่นมาก อีชิบหาย ถามไกด์อยู่นั่นนี่จับถูกรึยัง ยูชัวร์นะ
พอถึงเวลาจะออกก็ไม่มีแรง(และความกล้า)จะถีบตัวเองออกไปอีก
คือสภาพทุเรศทุรังมากจนแบบ ผลักให้หน่อยนะ ฮือ นับ123นะ อย่าผลักเลยนะ
อ๊ะ 1-2-3 กรี๊ดจนสายจะขาด อีห่าน่ากลัวเหลือเกินมันสูงมันเร็วมันลมแรงมันสหกดหกกดนำะดฟหด
แต่แป๊ปนึงก็ถึงฐานละ โอเคโล่ง

ไปฐานต่อไปนางบอกเออยังไม่ต้องเบรกนะ ถ้าเบรกมันจะไม่ถึงนะเว่ย
ไอ้เราก็โอเคไม่เบรกๆ แต่ฐานนี้ยาวเชียวอีห่า ตอนนั้นถอนใจแรงมาก
เข้าใจความรู้สึกทหารจะไปรบ มันสั่นไปหมดหงึกหงักๆ ทำไมกูถึงเสียตังมาทำไรแบบนี้
ทำไมมึงไม่เจียมตัวเจียมความป๊อดมึงเลยว่าน อะพอถึงด่านปล่อยตัวสรุปว่ามันยาวจนกลัวเว่ย
พอตอนออกไปมองข้างล่างมองความสูงละกลัว กลัวเลยจับเซฟแน่นๆกะว่ากูไม่หมุนแน่นอน
… สรุปแน่นเกินมันเลยเบรก อีห่า!!!!!!

เบรกตั้งแต่ยังไม่ถึงฐาน (ระยะทางจริงนั้นนิดเดียว แต่นาทีนั้นเหมือนเชียงใหม่เบตงมากๆ)
จนท.ก็ตะโกนมาว่า เอ้า ปล่อยมือมาสาวตัวเองเข้าฐานครับ
คือแบบแก ปกติก็กลัวจนขี้หักในไม่รู้กี่ท่อนแล้วยังต้องปล่อยมือมาสาวตัวเองอะ
ละพอปล่อยมือมันก็หมุนไงแก สรุปคือหมุนเท้งเต้งอยู่ในความสูงระดับภูเขา
จะงี่เง่าร้องไห้ไม่ทำทั้งกรุ๊ปเขาก็จะช้าเพราะมึงเสือกมาเล่นคนแรกๆด้วย อีเด๋อ
สรุปขึ้นมาถึงฐานได้น้ำตาไหลเลย (ไหลจริงๆ มันกลัวอะ) ไอ้ฝรั่งที่ตุยๆแฮงค์ๆ
ถึงกับหันมาถามว่าโอเคใช่ไหม ไม่ต้องกลัวนะ ดูไอๆ ฐานต่อไป
แล้วแม่งก็โชว์ปล่อยมือให้ดู อีห่า กลัวกว่าเดิมอีก

ฐานหลังจากนี้คือนางว่ามันคือฐานที่ยาวที่สุดจ้า ซึ่งกว่าจะไปได้นี่ต้องข้ามสะพานลิง
ซึ่งอีสะพานห่านี่น่ากลัวกว่าซิปไลน์อีกมั้ง

(ภาพประกอบ)
FullSizeRender 2.jpg

ซึ่งอีขั้นบันไดมันคือไม้โง่ๆบางๆ ที่โคลงไปโคลงมาแล้วเป็นผีอะไรจะต้องทำแบบนี้วะ
มึงทำเป็นสะพานดีๆไม่ได้หรอ กลัวจนแทบจะคลานเป็นหมา
อยากงอแงร้องไห้แบบลูกสุลต่านเอาฮ.มารับกูที กูไม่เล่นแล้ว ได้โปรด

ไม่พอค่าาาาา พอถึงไอ้ฐานแล้วฮือ ที่บอกว่ายาวก็ไม่คิดจะยาวขนาดนี้
มึงขาาาา ข้ามเขาาาาาาาาาาา สูงเหี้ยยยๆๆๆๆๆๆ มองลงไปคือป่าาาาา
มองไปทางโน้นก็ป่าาาา นู่นก็ป่าาาาา นั่นก็ป่าาา เสือสมิงต้องรอแดกกูอยู่แน่นอน
กูจะช็อคกลางทางอันยาวนานนี้มั้ย นาทีนั้นคือสติแตกแล้ว ร้องฮือๆตัวสั่นขาสั่น(จริงๆ)
ปากซีดจนไกด์ล้ออะ อีฟาย ก็แกเล่นอยู่ทุกวันมั้ยอีเด๋อ
กรี๊ดยาวตลอดสายจ้า แต่ไม่หลับตาเพราะงกกลัวไม่คุ้มตัง
กลัวมั้ยคือกลัวมาก กลัวจนแทนที่จะฉี่ราดคือเหมือนน้ำในร่างกายระเหยไปพร้อมเสียงกรี๊ดหมดแล้ว

ไม่มีความสุขเลยจริงๆ /ตัดภาพมาที่เด็ก10ขวบในกรุ๊ปมันมาก ปล่อยมือแทบจะเต้นบีบอยกลางอากาศ

กว่าจะเริ่มผ่อนคลายหายสั่นพั่บๆได้ก็ฐานสุดท้ายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามอิฉันก็ยังจับเซฟเยี่ยงลูกลิง
และกรีดร้องเหมือนเดิม ไม่มีคำว่าปล่อย อย่าหวัง อย่าประเมินความตาขาวของฉันต่ำไปที่รัก

เออพอถึงก็ไม่มีไร นางให้จบทริปด้วยการพายคายัคยาวๆ ซึ่งก็สวยดี จบ
พายขึ้นฝั่งมาก็ยิ้มในใจว่าเดี๋ยวก็ได้นั่งรถสวยๆกลัวที่พักแล้ว เหนื่อยตัวจะขาด วันนี้ย้ายที่พักด้วย
สรุปโนจ่ะ ขึ้นฝั่งแล้วก็เรื่องของมึง ส่งเสิ่งอะไร ทิ้งไว้ตั้งแต่ต้นทางนี่แหละ แล้วฝนก็เทลงมา
ฮือ อีควาย

อ้ะตัดภาพมาที่ย้ายที่พัก ที่พักอันนี้ปลื้มมาก แต่นางอยู่อีกฝั่งของวังเวียง (ทางไปบลูลากูน)
ซึ่งก็ถ้าจะไปก็ต้องนั่งรถแหละ ติดต่อนางผ่านairbnb (ชื่อลาววัลฮาลา /หยิบสีเงินมาพ่นฟัน)
ราคาดีงามและห้องดี สวยเลย แต่ไม่มีแอร์ แต่เราไปหน้าฝนไงเลยชิวๆ เย็นสบาย
นางก็อะ เดี๋ยวมารับให้ที่พักเก่าเลย (หยามมาก กรีช)
ก็ปรากฎว่าทางในฝั่งนี้ที่เราว่าเหี้ยแล้ว ทางฝั่งนั้นเหี้ยกว่า*5
โอ๊ยแกเอ๊ยขนาดนั่งรถนะ กระแทกจนท้องอยู่คือแท้ง ลูกจะต้องไหลออกมาเป็นตัวๆบนเบาะรถ
เออ ลืมเล่าว่าก่อนมาไปกินหมูกะทะลาวมา อร่อยดี น้ำจิ้มนัวๆไม่เหมือนบ้านเรา
น้ำซุปก็เด็ดดวงมาก แต่ผงชูรสคือหนักมากแน่นอน ซดน้ำตามเหมือนไปหลงซาฮาร่าอยู่7วัน

อีกวันก็คือบลูลากูนที่ทุกคนกรีดร้องกันนั่นเอง โอ้ในรูปมันช่างสวยเหลือเกิน
เป็นตายร้ายดีก็ต้องไป แต่จะไปไงล่ะ เรามีชอยส์ดังนี้
1) เช่ามอไซ
ข้อดี –  ใช้เข้าเมืองได้ด้วย / น่าจะเร็ว
ข้อเสีย – แพง และเสี่ยงจะล้มถ้าขับกาก
2) เช่ารถคล้ายๆ  ATV
ข้อดี – ดูขับง่ายและมันกว่ามอไซ + เท่มาก
ข้อเสีย – แพงเหี้ยๆ
3) จ้างรถ (ยอดฮิต)
ดีทุกอย่าง ยกเว้นเสียตัง (ซึ่งมันก็ถูกกว่า2ชอยส์บน)
4) เดิน
ดีอย่างเดียวคือไม่เสียตัง

ทายซิว่าเลือกข้อไหน ถูกครับ ข้อ4
คุยกับเจ้าของที่พักนางบอกโอ๊ยจักรยาน มอไซนี่อันตรายนา ทางมันระยำน่ะ
แถมช่วงนี้ฝนก็ตกถนนก็จะลื่นนรกเลยเธอเอ๊ย เอางี้มั้ยเดินไป
7โลก็ชิวๆแหละ ได้เห็นธรรมชาติด้วย ฟรีด้วย เดี๋ยววให้ยืมร่ม
ก็นึกเออ ระยะทางก็ไม่โหดมากนี่หว่าเดินก็ได้วะ
ลืมนึกไปว่าทางเหี้ยมากกกกกกกกกกกกก เป็นหลุมบ่อ
เป็นดินลูกรังที่เปียกฝนจนน้ำขังและละลายเป็นโคลนลื่นๆ
การเดินด้วยรองเท้าแตะคีบโง่ๆ ทำให้ 1/3 ของเวลาทั้งหมดที่ใช้ประมาณชั่วโมงครึ่ง
หมดไปกับการเอารองเท้าออกจากโคลน ,  เอาตัวเองออกจากโคลน
เก็บซากตัวเองที่ล้มขึ้นมาจากโคลน  ฮือ วัลลีมาก เหนื่อยเหี้ยๆ ฝนก็ตกอยู่นั่นอีงัว

นั่นแหละแต่สุดท้ายก็ถึงบลูลากูน แล้วเราก็พบว่า พอฝนตกนั้น
มันก็จะไม่บลูว่ะ มันก็จะกลายเป็นคลอง(เล็กๆ) ที่ขุ่นคลั่กกกกเหมือนสระบัวไม่มีผิด

กู!!!มา!!!!!ทำ!!!!!!!ไม!!!!!! อีเหี้ย !!!!!!!!!!!

(ล้อเล่นนะ ตอนนั้นไม่เกรี้ยวกราดเท่าไร ออกแนวปลงอนิจจัง)

อะก็ต้องเล่นน้ำซะหน่อยพอเป็นพิธี มันจะมีต้นไม้ที่ให้โดดใช่ป้ะ
ซึ่งดูภายนอกมันอ่อนมากเว่ย ไม่ได้สูงอะไรเลย อะๆไปโดดๆ
ตอนปีนก็เฉยๆนะ เออ ก็งั้นๆอะ จนถึงที่โดดจริงๆ ……

ทำไมมันสูงจังโว้ยยยยยยยยยยยยย ไม่กล้าโดด
ได้แต่นั่งทำใจอยู่ตรงนั้นดูเด็กโดดกันตูมๆ จนเกิดนิมิตรขึ้นมาว่า
อีกหน่อยแกจะเล่าให้ลูกแกฟังจริงๆน่ะหรือว่าโอ๊ยแม่มาถึงที่ละลูกแต่แม่ไม่โดดเพราะแม่ป๊อด
.. เลยลุกขึ้นมาเตรียมโดด อีกรุ๊ป(คนอื่น)เชียร์กูสนุกสนานมาก นางคงสมเพชดิชั้นจากริมตลิ่ง

สุดท้ายก็โดด ใช้เวลาจากต้นไม้ถึงพื้น2วิได้มั้ง ป๊อดไรว๊าอีเด๋อ
(จริงๆคือหลับตาตลอดการโดด อีห่า)
เริงร่าอยู่ได้ซักพักก็กลับ ทีนี้ก็แบบไม่เอาละไม่เดินกลับแน่นอน
เอาวะจะยอมเสียตังให้รถแล้ว แพงก็ยอม

เดินไปถามว่าค่ารถเท่าไร …

100บาท (โดยประมาณ) ฮืออออออออออ อีควายยยยยย
รู้ว่าร้อยนึงกูไม่ทนทุกข์ตูดแดงจากลูกรังโดนฝนมาเป็นชมๆแน่นอนนนนนนนน
รีบขึ้นรถเร็วพลัน ถึงรร. ภายใน10นาที..

นังบื้อ!

หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรน่าจำเท่าไรละ กินๆนอนๆรอกลับ
ขากลับก็มัวแต่อืดอาดเพราะกินนั่นเอง นกรถที่เป็นตรงๆต้องไปต่อรถอีก ฮือ
แล้วก็พบว่าการจราจรของรถตู้ในลาวนั้นเลวร้ายมาก เลทจากที่บอกไปเกือบ2ชม.
แวะส่งของมั่ง แวะจอดคุยบ้าง สนุกมากมั้ยอีเด๋อ เครื่องบินมันไม่รอชั้นนะ

ตอนนั้นใจร้าวมาก กูต้องตกเครื่องแน่นอน โทรไปสารภาพผิดและขอตังกับแม่ก่อนเลย
แม่จ๋าลูกตกเครื่องแน่ลูกคงจะต้องนอนอุดรและนั่งรถทัวร์กลับแน่แม่จ๋า
(แม่ตอนนั้นดูไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรถ้าจะตก แม่ไม่เคยไว้ใจเรื่องเวลากับชั้นอยู่แล้ว)

สรุปไปถึงด่านแล้วเรียกแท๊กซี่ไปเลย (เหมาไปเท่าไรวะ 800มั้ง แพงกว่าตั๋วเครื่องอีก)
ตอนนั้นเหลือเวลาอีกประมาณชม.นึง ลุ้นขี้จะราดแล้วเจ้าาา มันขับรถข้ามจังหวัดอะ
ตอนนั้นกราบแท๊กซี่เลยพี่เหยียบที่สุดเถอะไม่งั้นหนูตกเครื่องหนูไม่อยากอยู่อุดรอยากกลับไปนอนบ้านจะแย่
สรุปก็ทัน(ได้ไงวะ) ขี้หดตดหายมากวิ่งจนปอดจะหลุดออกมากอง
เพื่อที่จะพบที่เกทว่าเขาพึ่งบอร์ด … ไปขี้รอบนึงยังทันเลยอีหนู

จบทริปค่ะ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
ประทับใจมั้ยก็เออ มันก็สนุกดี สวยก็สวยแหละ แต่ก็ไม่พีคขนาดกลับไปอีก
ของกินแอบแพงและไม่ถูกปาก การคมนาคมที่ไม่ใช่เครื่องบินก็ลำบากพอควรเลย
เช่นถ้าจากวังเวียงจะไปหลวงพระบางนี่นั่งรถกันจนตูดเป็นแผลกดทับ
ทดท้อมาก ดิชั้นเลยไม่ได้ไป หึ
(เครื่องบินในประเทศของลาวราคาแรงมากกก)

ส่วนเรื่องงบ ก็งงๆอยู่ แต่เราว่า5วันรวมหมดทุกอย่างใกล้ๆหมื่นอยู่นะ
งงเหมือนกันว่าไอ้พวก 3วัน3500 แม่งไปไงวะ
แต่มาคิดอีกทีมันเพราะว่าแผนรวนเยอะด้วยแหละ เช่นต้องเหมารถแพงๆ อะไรประมาณนั้น
ตั้งหลายรอบ + กินชิบหายเลยจ้า และของกินราคาไม่น้อยเลย

จบละ หมักดองยาวนานเหลือเกินแต่ก็จบซักที

บาย

58

  • รู้แล้วว่าตัวเองแม่งเป็นคนโคตรจะขี้รำคาญ
  • แต่ก็รู้แล้วว่าเลี่ยงการไปรำคาญคนอื่นและทำตัวกากหมาได้ด้วยการอยู่คนเดียว
  • บางเรื่องแข็งแกร่งขึ้นอย่างไวมาก เหมือนไปแอบตีบวก10มา จากเคยนั่งหงอยยาวนานหลายวันเหลือแค่ไปนั่งกินเบียร์ เศร้าอยู่ครึ่งคืน ตื่นมาก็ร่าเริงดี
  • ปี4แล้ว รู้สึกเคว้งคว้าง อะไรวะ อีกแว๊บเดียวจบแล้ว คิดถึงการโตมาด้วยกันแล้วก็แอบเศร้าแหละ เหมือนเราหยุดอยู่ที่เดิมทุกอย่างเลย เขาไปไกลแล้วอะ
  • ปีนี้งานหนักกว่าปีก่อนเยอะเลย แต่ก็สนุกดี ได้เจอคนที่กรี๊ดมาตั้งแต่สมัยยังละอ่อนด้วย พี่แทนไทนั่นเอง ไปสัมภาษณ์ถึงบ้านเลย 55 ถ้าไม่ได้เรียนอันนี้คงไม่มีโอกาส
  • ได้ลงเรียนวิชาirเบื้องต้น สนุกมาก  แอบฝันว่าซักวันถ้าเป็นอาจารย์อยากเป็นได้แบบนี้
  • ไปนอนโรงพยาบาลมา เป็นครั้งแรกที่ต้องไปรพ.ตอนตี3 หมอว่าอาจจะเป็นเพราะเครียดหรืออยู่ดีๆก็เป็นน่ะ ไม่รู้สิ แต่คืออ้วกจนลุกไม่ไหวเป็นครั้งแรก แม่ต้องพยุงขึ้นรถ ถี่มาก กินน้ำเปล่าก็อ้วก 555 บันเทิงมาก ตายในหน้าที่ ก่อนไปรพ.คือกดส่งงานก่อน
  • ไปลาวมา แต่ก็ไม่ได้กรี๊ดโป๊งชึ่งขนาดนั้น แต่ก็เออสนุกดี
  • เจอเพื่อนเยอะเชียว ยิ่งปลายปีนี่ถี่มาก อิ่มใจทุกครั้งแหละ รู้สึกว่าตัวเองเพื่อนน้อยนะ แต่เออ ที่มีแม่งดีแบบดีหมดเลย (ซึ้ง)
  • ได้ไปเที่ยวกับที่บ้านด้วย พายายไป ยายติดใจใหญ่ ต้นปีหนัาเดี๋ยวไปอีก
  • กระต่ายที่อยู่ด้วยกันมา 8 ปีตาย แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วจริงๆ ทุกวันนี้ยังคิดถึงอยู่เลย
  • ได้แมวใหม่มาอีกตัวนึงเมื่อเดือนก่อน บ้านวุ่นวายขึ้นอีกหนึ่งสเตปแต่สนุกดี
  • เป็นปีแรกที่ทำกับข้าวให้คนในบ้านกินแบบจริงจัง ภูมิใจดีนะเวลามีคนบอกว่าอยากกินอะไรแล้วให้เราทำให้
  • ยังชอบดูหนังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือติดซีรีส์เยอะมาก
  • ไม่กรี๊ดอะไรเหมือนแต่ก่อนหลายอย่างอยู่ ตัวอย่างเช่นขี้เกียจไปไหนตอนสงกรานต์และปีใหม่ ขอนอนอ้วนอยู่บ้านดีกว่า
  • แอบมีเรื่องกุ๊กกิ๊กบ้าง สุดท้ายก็ไม่รอด แบบนี้แหละดีแล้ว
    /เพลงอยู่อย่างเหงาๆ ของสิงโตค่อยๆ ดังขึ้น
  • อินกับอินเดียมากๆ ตั้งเป้าว่าปีหน้าจะไป
  • ลุยกินทั้งปีอย่างโหดร้ายเหมือนเดิม เอิ่บบบ
  • พยายามออกกำลังอยู่ ขี้เกียจมาก แต่มาเดือนสุดท้ายนี่แหละหงุดหงิดตูดมาก
    เลยออกตูดอย่างจริงจัง เออมันเฟิร์มขึ้นชัดเจนมากว่ะ ปีหน้าควรออกส่วนอื่นไปด้วย
  • รู้แล้วว่าอยู่กับบางคนแล้วเราเป็นคนดีจริงๆ เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้อยากอยู่ด้วย แต่ถ้ามันคงเป็นไปไม่ได้ ก็หวังว่าจะเจอคนที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้อีก
  • ยังวาร์ปไปอดีตอยู่บ่อยๆ ความทรงจำเก่าๆ แม่งมีค่าจัง
  • ไม่อยากโตเลย กลัว
  • ปีหน้าคงเรื่องน่าสนุกรออยู่เพียบ กลัวแหละ น่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะอยู่
    แต่ทำไงได้ เดี๋ยวโดนถีบออกไปสู้ก็ต้องรอดให้ได้เองอะเนาะ
  • ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ดีและสนุก:>

 

ว่านอ่าน 1

เออ ว่าจะทำนานแล้ว แต่เหมือนหนังแหละ เดี๋ยวก็ขี้เกียจแล้วก็ล่ม
แต่รวมๆไว้ก่อน นี่ก็มีที่อ่านมาพึ่งจบไม่นานเท่าไร ที่รักเยอะๆก็มี
เกลียดก็มี ไม่จบก็มาก เฉยๆก็เยอะ พอไม่พล่ามแล้ว

(เล่าเฉยๆ และนี่เป็นรสนิยมส่วนตัว ไม่ใช่รีวิว)

รอบงานหนังสือ

1) young ‘n wild – จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ – แซลมอน
อันนี้ชอบเลยแหละ หลายตอนเราคิดภาพว่าถ้าเป็นหนังคงสวยมาก
เป็นเรื่องสั้น ตัวละครในเรื่องมีแรงบันดาลใจมาจากคนจริงๆ จะมีประวัติสั้นๆท้ายเล่ม
สนุกดีนะ ชอบภาษา ชอบความแฟนซีในเรื่องระดับนึง
พึ่งรู้ว่ามีคลิปโปรโมต ดูตอนอ่านจบแล้ว
รู้สึกกับคลิปแบบอะไรวะ ถ้าดูคลิปก่อนคงไม่ซื้อ
(อ่าว)

2)Cat on a cold flesh heart – อนุสรณ์ ติปยานนท์ -ระหว่างบรรทัด
อันนี้จะมีความลำเอียงเป็นพิเศษ ถึงจะสั้นมากในเลเวลที่อ่านในวันท้องผูก
ก็จบได้ใน1ส้วมก็ตาม อ.ต้นก็คืออ.ต้น เขามีความละมุนในแบบของเขา
คืออะไรก็ไม่รู้ บรรยายอะไรมันก็สวย คำพูดของตัวละครคือทุกบรรทัดจะเอา
ไปใส่ในรูปจางๆเหงาๆ ฟอนท์สีขาวแล้วอัปลงเฟซบุ๊กได้
คือถามว่าความเป็นจริงนั่งกินกาแฟอยู่มีคนมาชวนคุยด้วยประโยคแบบนี้
จะทำไง แน่นอนคือจะไม่คุยและเอามันมานินทาในทวิตเตอร์
แต่พอดีมันเป็นหนังสือเลยเคลิ้มมาก ยังไงดี
บรรยายการทำกับข้าวยังเคลิ้ม
เหมือนเวลาเราดูแคตตาล็อกบ้านครัวสวนของเอ็มโพเรี่ยม
มันหรูๆสวยๆละมุนๆแบบนั้นเลย

3) สถาปัตยฆาตกรรมศาสตร์ – อาวุธ อังคาวุธ – ภูโต
เป็นเล่มที่เห็นตอนพรีออเดอร์แล้วคันมือมาก อยากได้มาก พลอทดูน่าสนใจมาก
หยิบเป็นเล่มแรกในงานเลย เออ อันนี้เหมือนเป็นด้านตรงข้ามของเล่มมะกี้
อ่านไปหงุดหงิดไป หงุดหงิดตั้งแต่หน้าประวัติคนเขียนยันหน้าสุดท้าย
หงุดหงิดฟอนท์ หงุดหงิดตัวละคร หงุดหงิดแม่งไปหมด
จบซักทีเถอะ แล้วไอ้ที่มาพูดๆนี่อะไร คิดว่าเท่มั้ย เจอคนแบบในเรื่องจริงๆ
คงได้มีกรี๊ดใส่หน้า เป็นหนังสือที่อ่านแล้วหงุดหงิด
อ่านเพื่อจะหาว่าเมื่อไรจะทำให้หายหงุดหงิดแล้วว้าวได้ซักที
สรุปคือหายได้ตอนจบเล่ม ไอ้พลอทน่าสนใจที่โปรยไว้เหมือนระเหยไปแล้ว
โอย เหมือนแปะป้ายขายเนื้อวากิวแล้วเข้าไปจริงๆเหลือแค่โปรตีนเกษตร

4) bon en khmer – บองเต่า – a book
ยังเล่าน่ารักเหมือนตอนบองอองฟร๊อง (แต่เราชอบเล่มนั้นมากกกกกกก)
อันนั้นอ่านแล้วรู้สึกประเทศห่าไรโคตรแรด ชอบ อ่านอันนี้แล้วเออ
ซื่อๆ น่ารักดีนะ

5) บทอวสานของคชสาร – คชสาร ตั้งยามอรุณ – ระหว่างบรรทัด
จริงๆเป็นเล่มต่อ (ที่ไม่ต้องอ่านต่อกันก็ได้) คือต้องเล่าว่าเล่มแรก
เหมือนจะเป็นนุ้งจิ๊บมช.แนะนำมา ตอนนั้นขอโจทย์แบบเล่าน่ารักๆ ซักเล่ม
โอโห ไงดี ใช้คำว่ารักได้เลยในรอบหลายๆปี ดีมาก ดีแบบดี
ดีแบบกราบเถอะไปหาอ่าน  ทำไมคนเราเล่าเรื่องอะไรในชีวิตตัวเอง
ประเภทเล่าถึงหมา เล่าถึงป้าข้างบ้าน ไรงี้มันถึงสนุกได้ขนาดนี้วะ
คือมันไม่ใช่หนังสือที่เล่าแบบเล่นใหญ่มาก บทตลกกูตลกแบบพจน์อานนท์
โศกก็โศกเอาตาย คือมาแบบง่ายๆ เออก็เล่าอะ
แต่พอตลกก็แบบถึงขั้นออกเสียง บางบทน้ำตาหยดแหมะ
2เล่มนี้ดีขนาดเอาไปให้แม่อ่านด้วย แม่ชอบมากเหมือนกัน
การที่แม่ดิฉันอ่านแล้วบอกว่าชอบก็เชื่อเจ๊แกเถอะ

ข่าวร้ายคือเขาบอกเขาจะเขียนแค่2เล่มนี้แหละ
โศกมาก

—–

รอบเร็วๆนี้ มีทั้งก่อนทั้งหลังงาน บางเล่มก็ดองพึ่งได้อ่าน
ช้ามาก

Sum  forty tales from the afterlives – David Eagleman
ณัฐกานต์ อมาตยกุล แปล  – ไจไจบุ๊คส์

ตอนสั้นๆที่บอกว่าตายไปจะเจออะไรบ้าง40ตอน
ยอมใจคนแต่งจริงๆ จินตนาการพีคมาก
สนุกมาก หลายตอนพลอทแม่งโคตรจะน่าทำหนัง
ไม่ได้ชอบทุกอันนะ แต่อันที่ชอบแม่งก็โคตรชอบเลย บ้าดี
อ่านไปนั่งจินตนาการไปไอ้ฉิบหาย เกิดมันจริงแบบ1ใน40แบบนี่จะทำไงวะ
เออ แต่มีไกด์บุ๊คแล้ว เยี่ยม จริงๆถ้าลองตายไปโลกแบบในนี้ได้แป๊ปๆจะสนุกกมากแน่ๆ

ชู้รักอังกฤษ – มาร์เกอริต ดูราส – อ่าน
ยังอ่านไม่จบ แต่รู้สึกอ่านยากมาก เหมือนต้องแปลไทยเป็นไทย
มันแข็งๆบอกไม่ถูก ดองไว้ชาตินึงแล้ว และยังไม่มีอารมณ์จะกลับไปสู้
(เออ หรือเพราะแปลมาจากบทละครวะเลยอ่านยาก)

ในนรกฝนตกเป็นความรัก – มันดา เอช – moody books
เรื่องสั้น ภาษาโคตรเผ็ด เถื่อนมาก ชอบ กวนตีนมาก โหดมาก พริกกะเหรี่ยง
นึกภาพว่าคนเขียนนี่ต้องเป็นประเภทที่นั่งกินเหล้าด้วยแล้วขำจนท้องบิด
เออ แต่โรแมนติคนะ โรแมนติคแบบเหี้ยดี(คำชมจากใจ)

สสารไม่มีวันสูญหาย  –  ศรีนิติ สุวรรณศักดิ์ – หอยขม
คนกรี๊ดกันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วพี่แป๊ดที่ก็องดิดเดาว่าเราไม่น่าจะชอบ
แต่ก็เอามาให้ลองอ่านก่อนบทนึง ปรากฎว่าเออชอบบทนั้น
คงเพราะอินด้วย สถานการณ์คุ้นๆ
สรุปนอกจากบทนั้นก็เฉยๆกับบทอื่น บางบทแอบเนือยๆ
รู้สึกแค่แบบ เออ มันหม่นๆขุ่นๆดีนะ เกือบเหงาละ
แต่ก็อิพ่อกอิแพ่กไงไม่รู้

ผู้ชายในฝัน – อุรุดา โควินท์ -ไรท์เตอร์
เฮ้ยสนุก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอ่านสนุก อ่านง่าย
เรื่องสั้นอีกแล้ว เออ คือภาษาเขาดูเป็นผู้หญิงที่น่าคบอะ
น่ารักแบบแอบแสบๆ กวนตีนๆ แรดหน่อยๆ แต่ไม่น่ารำคาญ

จุงกิงเซ็กส์เพรส – อนุสรณ์ ติปยานนท์ – อมรินทร์
จริงๆออกมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว แต่อยากเขียนถึง
อวยเหมือนที่เขียนถึงเล่มบน อ.ต้นก็คืออ.ต้นโอเคไหม
แต่ชอบวิธีเล่าเล่มนี้นะ บทสลับบท บทนึงเล่า อีกบทคือบันทึกนั่นนี่
ประวัติศาสตร์ คำวิจารณ์ จดหมายเหตุ ฯ จากแหล่งอื่น
แต่รวมกันแล้วมันเข้าท่ามากๆ ชอบ
ส่วนภาษาก็เหมือนที่อวยมาเสมอ
เล่มนี้บรรยายเจี๊ยวบรรยายคนยืนฉี่ยังสวย เมพขิง
รักเค้าค่ะ

กาหลมหรทึก – ปราบต์ – อมรินทร์
ชอบประมาณ 1/4 แรกของเล่ม
หลังจากนั้นค่อนข้างจะลำใยเป็นอันมาก
ตอนหลังๆที่เริ่มคลี่ประเด็นยิ่งไม่ชอบ
สรุปคือไม่ชอบ (ง่ายๆงี้เลยหรอมึง)

ไว้มาเล่าใหม่เมื่ออ่านที่ดองๆไว้จบหรือมีเรื่องไหนนึกออกอีก

บัยครับ

 

21

ยังไม่หมดปี ยังอายุ 21 อยู่
แต่อยากเล่าเฉยๆ

ไอ้ที่เขาพูดกันว่าคนเรามักเปลี่ยนแปลงตัวเองทุก7ปีดูจะเป็นเรื่องที่เกินจริง
เราก็จำไม่ได้ว่าตอน14เราเปลี่ยนไปจากอะไรตอน13มากขนาดไหน
นึกย้อนไปเหมือนก็ยังวนเวียนอยู่กับการติดเกมส์ เออ จะมีครั้งใหญ่อาจจะเป็น
การจุดประกายการชอบดูหนังอย่างจริงจังเป็นปีแรก
(จำได้ว่าเรื่องแรกที่ทำให้เราร้องอีเหี้ยย เหยดด อยู่ในใจกับหนังเป็นครั้งแรก
คือหนังเรื่อง no country for old men จำได้ว่าดูตอนหนังยังสดๆอยู่ นับปีไปก็14พอดี)

เออ แต่พอมา21มันต่างจาก 18 19 20 เยอะอยู่
อย่างแรกคือเราเริ่มรู้สึกว่าความฝันบางอย่างมันจางไปมาก
จากที่เคยพยายามวิ่งตามถึงมันจะริบหรี่ขนาดไหนก็ตาม
มันกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับแล้วว่า มันเป็นไปไม่ได้
มันเริ่มมองว่า ถึงเวลาที่เราควรฝันอย่างอื่น
ควรจะเป็นเวลาที่เราควรทุ่มให้สิ่งที่เรารักและทำได้ดี โดยที่มันอยู่ใกล้ๆกัน
มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรารักมากเต็มร้อย แต่ทำไม่ได้แบบเมื่อก่อน
มันเริ่มเป็นการเจอกันครึ่งทาง คือเป็นสิ่งที่ ค่อนข้างจะรัก และพอจะทำได้ มีหนทางจะทำให้ดีได้
แบบนั้นมากกว่า (ก็ยังขอบคุณความดื้อที่ไม่ได้เอาแต่สิ่งที่ทำได้อย่างเดียว ขอให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป)

อีกอย่างคือเริ่มด้านชากับหลายอย่างมากขึ้น
ฟูมฟายน้อยลง อันนี้ไม่รู้สิ ใจนึงก็รู้สึกว่ามันคงเป็นพัฒนาการที่ออกแบบมาแล้ว
คนเรายิ่งโตควรจะยิ่งฟื้นตัวได้ไวและไม่มีอะไรส่งผลกับเราได้หนักหน่วงเหมือนตอนเด็ก
แต่ก็เหมือนเดิม ใจนึงรู้สึกว่าดี ใจนึงก็แอบเศร้ากับการที่บางอย่างมันไม่ละเอียดอ่อนเท่าเก่า
ปัญหาน้อยลง แต่ความรู้สึกแบบกราฟพุ่งสูงสุดลงต่ำสุดมันก็หายไปด้วย

ไอ้ความรู้สึกตอนกราฟพุ่งแรงมากๆ มันสุขมากนะ แต่มันเจอได้ยากขึ้นพอควร
มันกลายเป็นกราฟที่สงบกว่าเดิม
มั้ง

เออแล้วก็มีอาการปีสี่ซินโดรม คือแม่งเคว้งมาก ไม่รู้ต่อไปจะรอดมั้ย แล้วไม่รอดจะไงดี
พยายามคิดให้สั้นที่สุด คิดยาวแล้วเครียด
คิดยาวแล้วเศร้า
ทุกวันนี้เลยคิดยาวสุดแค่เสาร์อาทิตย์นี้ไปกินที่ไหนดี
ปั่นงานจะทันส่งเดดไลน์มั้ย

หลายทีรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น
แต่ก็มีหลายวูบเวลาที่รู้สึกสบายใจ รู้สึกอิสระ
สบายใจจนเหมือนได้กลับไปอยู่บนจุดสูงสุดของกราฟแบบเดิมๆ
แต่มันมาเป็นวูบสั้นๆ กับบางบรรยากาศบางสถานการณ์แว๊บๆ นิดๆ หน่อยๆ

เป็นโซนลึกลับ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าไปยังไง
บางทีมันก็มาเอง เหมือนแดดอุ่นๆวูบๆของซักบ่ายที่เรารู้สึกว่ามันสบายจัง
จนก็อยากให้มันเป็นวูบที่นานอีกหน่อย หรือมาถี่ขึ้นอีกนิดก็คงดี
ยากเนอะ


ปล

ดอกตีนเป็ดบานแล้ว
ตีนเป็ดเป็นอะไรที่พูดถึงทุกหน้าหนาวอย่างซ้ำซากไม่เคยเบื่อ
ตีนเป็ดมาพร้อมกับทอฟฟี่นัทลาเต้ของแมงดาว

ได้กลิ่นแล้วชอบ ชอบตรงพอถึงเวลาของมันไปที่ไหนก็ได้กลิ่น
หลีกเลี่ยงไม่ได้ (และนี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่จะเกลียดมัน)

มันเป็นกลิ่นที่หน่วงๆ คือเวลานี้ของปีทีไรจะมีความรู้สึกหวานๆขมๆปนกันทุกที
ไม่ได้รังเกียจความขมที่ปนเข้ามานะ จริงๆแอบรู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างนึงด้วยซ้ำ
แต่แปลกใจเฉยๆว่าทำไมเป็นอะไรที่มาคู่กันตลอดเลยจริงๆ
หลายปีแล้ว เหมือนเป็นกะเพราที่มาคู่กับไข่ดาว

ประมาณนั้นแหละ